“นายยังไม่ให้แม่สาวน้อยกับฉันเลยนะ” ไมเคิ้ลพูดขึ้นในขณะที่ฉันยังอยู่กับอกของริวซึ่งนั้นก็ทำให้ฉันผลักเขาออกอย่างรวดเร็ว

“ก็บอกว่าไม่ให้ ก็ไม่ให้เด่! อย่ามายุ่งกับคนมีเจ้าของได้ไหม?!” ริวโวยลั่นพร้อมมองหน้าไมเคิ้ลอย่างไม่เกรงกลัว สายตาของเขาแข็งกราวอย่างเห็นได้ชัด จนฉันยังรู้สึกกลัว แต่สำหรับคนอย่างไมเคิ้ลแล้ว เขาไม่สะเทือนแต่อย่างใด แถมยังจ้องกลับอย่างท้าทายอีกด้วย

“ทำไมนายไม่ถามความสมัครใจของเธอบ้างละ หือ?” ไมเคิ้ลถามพร้อมยักคิ้วอย่างยียวนกวนประสาท

“แซฟไฟร์เขาไม่อยากไปกับนายหรอก! เธอจะกลับญี่ปุ่นกับฉันเดี๋ยวนี้” ริวโต้กลับพร้อมแยกเคี้ยวใส่

“ว้า...แย่จังเลยนะ งั้นฉันก็คงจะให้กุญแจนี้กับนายไม่ได้หรอก ก็นายเล่นไม่มีอะไรมาแลกเปลี่ยนเลยนิน่า อย่างนี้ฉันก็มีแต่เสียกับเสียน่ะสิ” ไมเคิ้ลทำเป็นบ่นไปอย่างนั้นแหละ เขาต้องการจะยั่วริวอย่างเห็นได้ชัด แต่เจ้าตัวเนี่ยสิ ไม่รู้เรื่องเลยว่าโดนเขาปั่นหัวอยู่

“ริว...” ฉันสะกิดแขนเขาหวังจะบอกให้เขาพอแล้วกลับกันเถอะ แต่เขากลับไม่ได้คิดว่าฉันจะพูดแบบนั้น เขารีบสวนกลับมาก่อนที่ฉันจะได้พูดต่อด้วยซ้ำ

“เธอไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นแหละ ยังไงฉันก็ไม่ให้เธอไปกับไอ้หมอนี่หรอก แล้วกุญแจนั้นก็ต้องไปอยู่ในที่ๆมีการดูแลด้วย!”

“ริว...คือว่า...”

“ก็บอกว่าไม่ต้องพูดอะไรแล้วไง ฉันจะจัดการมันเอง เธอรออยู่ตรงนี้แหละ” และแล้วฉันก็ไม่ได้พูดในสิ่งที่ฉันจะพูดอีกตามเคย ทำไมริวเป็นคนแบบนี้นะ?! ชิ! เขาต่างจากตอนแรกที่ฉันรู้จักซะลิบลับเลย!

ผลั๊ว!

เสียงหมัดหนักๆจากมือริวต่อยเข้าตรงแก้มไมเคิ้ลจนขึ้นรอยแดง แต่ไมเคิ้ลกลับแสยะยิ้มแล้วบ่วนของเหลวสีแดงออกจากปากอย่าไม่สนใจมันนัก ดูเหมือนตอนนี้เลือดนักเลงของเขาจะเดือดปุดๆแล้วละหลังจากโดนหมัดแรกไป

ผู้ชายร่างสมส่วนสองคนกำลังเตะต่อยกันอย่างไม่สนใจใคร ต่างฝ่ายต่างเสียผลัดหลักโดนไปเข้าไปเต็มๆหมัด แต่ก็ไม่มีฝ่ายไหนยอมแพ้กันเลย จนกระทั้งริวเสียหลักล้มลงกับพื้น ไมเคิ้ลไม่รอช้า ตรงดิ่งเข้าไปหยีบซ้ำ ก่อนจะเตะริวจนตัวลอยไปไกล ไมเคิ้ลตามหวังจะต่อยใบหน้าของริวอีกครั้ง แต่ก็ต้องหยุดชะงักตามเสียงเรียกของฉันเอง

“อย่าทำอะไรเขานะ!” ฉันห้ามเสียงดังแล้ววิ่งเขาไปขวางตัวริวมันหมัดของไมเคิ้ล เขาคลี้ยิ้มออกมาแล้วเช็ดเลือดที่มุมปากอย่างลวกๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาลูบผมฉันอย่างเอ็นดู

“ผู้ชายคนนี้จะดูแลเธออย่างดีแน่ๆ อะ...นี่ของที่เธอต้องการ” ไมเคิ้ลพูดแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะวาง 1 ใน 10 กุญแจให้ฉันอย่างนุ่มนวล ก่อนเขาจะเดินจากไปโดนไม่หันกลับมามองอีก แต่ก่อนเขาจะเดินไปจนลับตาฉันก็ร้องเรียกเขาเอาไว้

“เราจะได้เจอกันอีกไหม?”

เขาหันมาหาฉันพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นแล้วพยักหน้าช้าๆเป็นการตอบคำถาม แต่แล้วเขาก็หันหลังแล้วเดินจากไป ฉันไม่แน่ใจตัวเองนักว่าจะเรียกเขาไว้เพื่อถามทำไม ทั้งๆที่ฉันไม่น่าจะสนใจเขาแล้ว อาจจะเป็นเพราะการกระทำเมื่อกี้ที่ทิ้งความสงสัยไว้ในใจฉันมากมาย

“ริว...เป็นอะไรมากไหม? ลุกไหวหรือเปล่า?” ฉันถามด้วยความเป็นห่วง แล้วค่อยๆพยุงเขาช้าๆเพื่อไม่ให้เขาเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นอีก ก่อนจะมุ่งหน้าเพื่อจะพาเขากลับไปพักผ่อนที่โรงแรม

“นี่นายริว...หลังจากไมเคิ้ลต่อยกับนายแล้ว เขายังเดินเหินได้ปกติเลยนะ ทำไมนายหมดสภาพแบบนี้ละ” ฉันบ่นกระปอดกระแปดอย่างไม่จริงยังนัก พร้อมยิ้มให้กับเขาที่พยายามเพื่อไม่ให้ฉันต้องอยู่ที่นี่กับไมเคิ้ล แต่ถ้าเพียงฉันหันไปมองอีกฝากหนึ่งของถนนฉันจะเห็นบุคคลที่ฉันบอกว่าไม่เป็นไรทรุดกายอยู่ข้างทาง โดยมีลูกน้องอีกคนคอยพยุงตัวเขาไว้

ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความเป็นห่วงมากมายมันเกิดขึ้นได้ยังไง มันมากซะจนฉันลืมกลัวไปเลย ถ้าตอนนี้ไมเคิ้ลชักหมัดกลับไม่ทัน ฉันคงต้องลงไปจมกองเลือดแน่ๆเลย คิดแล้วก็สยอง บรื๋อออออ

 

ทันทีที่กลับมาถึงโรงแรม ฉันพาริวในสภาพดูไม่ได้ขึ้นไปนอนบนเตียงก่อนจะบอกเขาว่า

“นอนอยู่นี่ดีๆนะ ฉันจะออกไปซื้อยามาให้” แล้วฉันก็รีบออกมาทันที โดยไม่ลืมที่จะหยิบ 1 ใน 10 กุญแจของไมเคิ้ลมาด้วย ฉันคิดว่าฉันควรจะเอาไปคืนเขา แล้วถ้าเขาอยากจะให้ความร่วมมือจริงๆ เขาก็ควรจะเอามาให้พวกเราเองในวันที่เราตกลงกัน พร้อมๆกับทุกคนถึงจะถูก

ฉันแวะเข้าไปในร้านขายยา จัดการซื้อสิ่งที่คิดว่าต้องใช้ในการทำแผล และ ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดให้ริว แล้วจึงเดินกลับไปยังร้าน In Love อีกครั้ง ฉันตรงเข้าไปในห้องเดิมที่เดินออกมาเมื่อหัวค่ำโดยที่ไม่สนใจป้านห้ามเลยสักนิด น่าแปลกที่ไม่มีใครมาจับฉันโยนออกจากร้านอย่างที่คิดไว้ตอนเดินเข้ามา ภายในห้องมืดสนิทราวกับไม่มีคนอยู่ มีเพียงไฟสลัวๆไม่กี่ดวงที่เปิดเอา ส่วนแอร์ที่เปิดก็เย็นเฉียบอย่างกับอยู่ขั้วโลกเหนือ มันทำให้ฉันขนลุกขึ้นมาทันที

“ลืมอะไรไว้หรือ?” เสียงของบุคคลที่ฉันต้องการจะคุยด้วยดังขึ้น ทำให้ฉันสะดุ้งเล็กน้อยก็จะหันไปทางเขาที่นั่งเอาขาพาดอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่

“ลืมคืนนี้ให้กับนาย” ฉันพูดพร้อมโชว์กริชนั้นให้เขาดู ซึ่งฉันก็ไม่แน่ใจนักว่าเขาจะมองเห็นไหมในที่มืดขนาดนี้

“เธอมาเพื่อเอามันไม่ใช่หรอ?” เขาถามถึงอีกครั้ง

“จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ฉันมาเพื่อนเจรจา ส่วนของจะให้นายเอาไปให้เองกับมือต่างหาก มันคงไม่ปลอดภัยนักถ้าฉันจะเอามันไปด้วย” ฉันอธิบายให้เขาฟัง

“งั้นวางมันไว้บนโต๊ะสิ แล้วหมดธุระแล้วใช่ไหม?” เขาพูดเสียงเรียบ

“ดะ...เดี๋ยวสิ...” ทำไมเขาดูแข็งกระด่างต่างจากเมื่อกี้ลิบลับเลยนะ มันทำให้ฉันงงไปหมดแล้วรู้ไหมเนี่ย อีตาไมเคิ้ล!

“ว่ามาสิ” เขาพูดเรียบๆ

“เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า..? คือ...ฉัน...ฉันจดไม่ได้ว่าเราเคยเจอกันไหม...แต่ว่าถ้าทีที่นายแสดงออกตอนนั้นเมื่อเราเคยเจอกันมาก่อน” ฉันถามออกไปแล้วกลั้นใจรอคำตอบอย่างตื่นเต้น

“ใช่เราเคยเจอกันแซฟไฟร์ ถ้าเธออยากรู้ว่าเรื่องมันเป็นยังไงฉันก็จะเล่าให้ฟัง แต่ถ้ามาเพื่ออยากรู้แค่นี้เธอก็น่าจะกลับไปได้แล้ว”

“ตะ...ตอนไหน...เจอกันยังไง...” คำตอบที่ได้รับมันทำให้ฉันใจเต้นแรงจนพูดไม่ออก

ไมเคิ้ลดีดนิ้วดัง ป๊อก ไฟทั้งห้องก็สว่างขึ้นมาทันตา แล้วเขาก็ยื่นอัลบั้มรูปเก่าๆมาให้ฉัน อัลบั้มนั้นอย่างกับถูกเก็บรักษาอย่างดี ไม่มีส่วนไหนบุบสลายแม้แต่น้อย ฉันค่อยๆเปิดหน้าปกช้าแล้ว แล้วก็ได้เห็นภาพเด็กผู้หญิงผมดำเงาสลวยใบหน้าจิ้มลิ้มวัยประมาน 7 ปี นั่งยิ้มกว้างอยู่ข้างๆเด็กผู้ชายผมทองคาดว่าน่าจะอายุมากกว่าเด็กหญิงคนนั้น เขาที่นั่งยิ้มกว้างไม่แพ้เด็กผู้หญิงข้างๆเลย ทั้งคู่ดูมีความสุขมาก

และเมื่อเห็นฉันจ้องภาพนั้นอยู่นานเขาก็ถามขึ้น

“จำได้ไหม?” ฉันส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบ ฉันจำไม่ได้จริงๆ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าฉันไปอยู่ในรูปได้ยังไง

“นั้นฉันใช่ไหม? ส่วนเด็กผู้ชายข้างๆนั้นนายหรอ?” ฉันถามเขาด้วยเสียงแผวเบา เขาพยักหน้าให้ฉันแล้วยื่นมือมาลูบหัวฉันเหมือนดั่งลูบข้างๆ แต่ในรูปนั้นฉันกลับทำหน้ามุ่ย แล้วยังเบะปากอีกต่างหาก ฉันเผลอยิ้มออกมากับรูปตรงหน้าจนคนที่มองและลูบหัวฉันอยู่ยิ้มตาม

“ถ้าจำไม่ได้ฉันจะเล่าให้ฟัง”

 

เมื่อประมาน 20 ปีที่แล้ว [ไมเคิ้ล Talks]

ผมเดินกระฟัดกระเฟียดกระถืบเท้าตึกตักทำหน้ามุ่ยเข้ามาในสนามเด็กเล่นที่ดูเงียบเหงาจนไม่น่าจะเป็นสนามเด็กเล่นได้ ผมเดินตรงที่ยังม้าหมุนที่หยุดนิ่งก่อนจะกระแทกตัวลงบนม้านั่งอย่างหงุดหงิด ผมโตขนาดนี้แล้ว ทำไมยังต้องเข้ามาในนี้ด้วย แล้วเวลาแบบนี้ใครจะมาอยู่เล่นกัน แล้วนี่มันปิดเทอมทำไมเขาถึงไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเหมือนเด็กคนอื่น ยิ่งคิดผมก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นไปอีก ก็พ่อของผมน่ะสิ ไปทำงานแล้วก็มาปล่อยผมไว้ที่นี่!

“นายเป็นอะไรหรอ? ทำไมมาคนเดียวละ?” เด็กผู้หญิงผมดำสลวยหน้าตาจิ้มลิ้มถามขึ้นเสียงใสด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม มันทำให้ผมหยุดความคิดนั้นแล้วมองหน้าเธออย่างพินิจ ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยดวงตากลมโต จมูกของหล่อนที่โด่งแล้วเชิดขึ้นหน่อยๆ กับริบฝีปากเป็นกระจับ แล้วยิ่งแก้มชมพูเลื่องๆนั้นอีก ยิ่งดูเธอคนนี้ก็ยิ่งน่ารักในสายตาของผม เธอเอียงคอน้อยๆอย่างน่ารัก คงจะรอคำตอบจากผมอยู่เป็นแน่

“พ่อฉันพาฉันมาทิ้งไว้ที่นี่น่ะ กว่าจะมารับคงจะใกล้มืด”

“งั้นฉันอยู่เป็นเพื่อนนะ บ้านฉันอยู่แถวนี้เอง” เธอพูดพร้อมส่งยิ้มน่ารักมาให้

“จริงหรอ?! เธอจะอยู่เป็นเพื่อนฉันจริงๆน่ะหรอ?!” ผมถามอย่างตื่นเต้น ก็ผมน่ะ ไม่ค่อยจะมีเพื่อนที่ไหนหรอก พ่อเล่นพาผมตะลอนๆย้ายโรงเรียนบ่อยๆจนไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักใครสักที

“จ๊ะ แล้วพี่สาวคนนั้นใครหรอ?” เธอตอบเสียงหวานแล้วถามถึงบุคคลที่พ่อทิ้งไว้อีกคนให้มาคอยตามผมไม่ว่าผมจะไปไหน

“เขาชื่อ โรส พ่อให้เขาตามฉันตลอดเวลาน่ะ” พูดจบผมก็เบะปากอีกครั้ง

“แล้วนายละ ชื่ออะไรหรอ?” เธอถามขึ้นอีกครั้งพร้อมทำหน้าสงสัยใคร่รู้

“ไมเคิ้ล ฉันชื่อ ไมเคิ้ล” ผมตอบแล้วเผลอยิ้มให้กับท่าทางน่ารักของคนตรงหน้า

“เรียก ไมค์ได้ไหม?” เธอถามขึ้นอีกครั้ง ผมพยักหน้ารัวๆหลายๆทีเป็นเชิงอนุญาต

“ฉันเรียกเธอว่า แซฟไฟร์ ได้ไหม?” ผมถามขึ้นหลังจากเห็นสร้อยของเธอที่ตัวจี้ทำด้วยแซฟไฟร์สีฟ้าสดใส เมื่อกับเธอไม่มีผิด เธอพยักหน้าอย่างไม่มีข้อต่อรองใดๆ

หลังจากนั้นเธอก็พาผมไปเล่นนู่นดูนี่ และยังพาไปที่บ้านของเธออีกด้วย เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนที่ผมอยู่กับเด็กผู้หญิงคนนี้ และมันก็กลายเป็นรักครั้งแรกของผม และตลอดไป แม้เธอไม่เคยจะได้รู้ก็ตาม

 

ผมเล่าให้เธอฟังทั้งหมด ยกเว้นเรื่องที่ผมตกหลุมรักเธอตั้งแต่ตอนนั้นจนมาถึงตอนนี้ผมก็ยังรักและรอเธอเสมอมา...

edit @ 6 Apr 2011 22:03:03 by ปaาnovu้oe

Comment

Comment:

Tweet