ไมเคิ้ลเล่าเรื่องในอดีตระหว่างเราจนจบ ความผูกพันที่ห่างหายเริ่มก่อตัวขึ้นมาเล็กๆในใจฉัน นี่แหละมั้งที่ว่าความผูกพันมันคงไม่ได้ทำลายกันง่ายๆหรอก

“เมื่อก่อนฉันเรียกนายว่าไมค์งั้นหรอ? แล้วตอนนี้ฉันจะเรียกแบบนั้นได้ไหม?” ฉันถามพร้อมคลี่ยิ้มนิดๆ เขาพยักหน้าให้ฉันก่อนจะยิ้มอบอุ่นกลับมา

“อยากดูรูปในอัลบั้มต่อไหม?” ไมเคิ้ลถามขึ้น ฉันรีบพยักหน้าถี่ๆเพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันอยากดูต่อมากแค่ไหน มือก็คว้าเจ้าอัลบั้มเล่มเก่าไว้แน่น ไมเคิ้ลหลุดหัวเราะออกมาหน่อยๆ ก่อนจะจับมือฉันเปิดไปยังหน้าต่อไป รูปฉันและไมเคิ้ลในวันวานมากมายถูกเก็บอยู่ในอัลบั้มนี้ แต่เมื่อเปิดไปเรื่อยๆฉันก็ต้องประหลาดใจเพราะมันกลายเป็นรูปฉันคนเดียวไปซะอย่างนั้น แล้วยังมีภาพฉันในอิริยาบถต่างๆในสถานที่ต่างๆ และ ในช่วงที่ฉันเรียนมหาลัย และรูปเมื่อเร็วๆนี้ก็ยังมี

“นี่นายเป็นพวกถ่ำมองหรือเปล่าเนี่ย คิคิ” ฉันถามเค้าอย่างทีเล่นทีจริงแล้วหัวเราะคิกคักที่เห็นไมเคิ้ลทำหน้าเหวอใส่เมื่อโดนฉันว่าเข้าให้ นี่น่ะหรอ Bad Boy แห่ง LA ไม่เห็นจะเลวร้ายตรงไหนเลย น่ารักซะอีก ^///^

“ฉันไม่คิดว่าจะเจอเธออีกหลังจากที่เราแยกกันวันนั้น” ไมเคิ้ลพูดพร้อมรอยยิ้มจางๆที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้า ดวงตาของเขาดูหม่นลงไปเล็กหน่อย แต่ก็เปร่งประกายอีกครั้งเมื่อเขาพูดต่อ

“แต่ฉันก็ได้เจอเธออีกจนได้ แม้เธอจะจำฉันไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฉันเชื่อว่าสักวันเธอจะจำฉันได้เอง”

“ถึงฉันจะจำเรื่องได้อดีตไม่ได้ แต่ฉันสัมผัสได้นะ ถึงความผูกพันที่เรามีให้ฉันในตอนนั้นน่ะ” ฉันไม่ได้พูดปลอบใจไมเคิ้ลแต่อย่างใด ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ความผูกพันนั้น ฉันสัมผัสมันได้ จริงๆนะ

ไมเคิ้ลเดินเข้ามาใกล้ฉันก่อนจะโน้มตัวลงมากอดฉันไว้ ฉันตกใจจนพยายามจะผลักเขาออกไป แต่ก็ต้องหยุดลงเพราะคำถามของเขา

“จำได้ไหม?”

ฉันหลับตาค่อยๆนึกถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อตอนฉันอายุประมาน 5 ขวบ แต่มันก็ช่างยากลำบากเหลือเกินที่อยู่ๆจะให้ฉันมานึกถึงเรื่องราวในอดีตที่ตัวฉันไม่เคยรู้ว่ามีมาก่อน ฉันเพิ่งมารู้ตัวตอนนี้เองว่า ความทรงจำในอดีตของฉันมากมายมันหายไป!

“ตอนนั้นฉันแกล้งวิ่งไล่เธอไปทั่วสนามเด็กเล่นเลยละ แต่แล้วเธอก็หกล้ม” ไมเคิ้ลเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตให้ฉันฟังอีกครั้ง โดยที่ยังไม่คลายอ้อมกอด ส่วนฉันเมื่อได้เจอกับอ้อมกอดที่คุ้นเคยก็รู้สึกอบอุ่นปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ฉันค่อยๆนึกถึงอ้อมกอดอันคุ้นเคยนี้ตามคำบอกเล่าของไมเคิ้ล

“หัวเข่าของเธอถลอกหมดเลย แถมยังเลือดออกด้วยนะ เธอน่ะร้องไห้ไม่หยุดเลยละ ตอนนั้นฉันตกใจมากเลยที่เห็นเธอร้องไห้ แล้วก็รู้สึกผิดมากด้วยที่วิ่งไล่เธอจนล้ม” เขาเล่าต่อพลางลูบหัวฉันเบาๆ

“ตอนนั้นฉันทำอะไรไม่ถูกก็เลยเข้าไปกอดเธอ แล้วก็ลูบหัวเธอแบบนี้ แล้วเธอก็หยุดร้องไห้จริงๆด้วย” เขาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงมีความสุข ฉันพอจะจำมันได้อย่างเลือนรางแล้วละ ตอนนั้นน่ะ...

“พอฉันหยุดร้อง นายก็พาฉันเข้าไปทำแผลที่บ้านของฉัน ตัวเองทำแผลก็ไม่เป็น แต่ก็ยังมาทำให้ฉันจนได้ คิคิ ใช่ไหม?” ฉันเล่าเรื่องที่ฉันจำได้รางๆ เขาพยักหน้า ก่อนจะหัวเราะหน่อยๆออกมา

“แล้วจำได้ไหมว่าฉันทำอะไรต่อ?” เขาถามอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างๆ ให้ฉัน ฉันจำได้ว่าเขาทำอะไรต่อ แต่ว่า...

“เอ่อ...เออ...” ฉันอำอึ้งไม่กล้าตอบเขาน่ะสิ >///<

“ฉันก็ทำแบบนี้ไง” ไมเคิ้ลกระซิบเบาๆที่ข้างหูของฉัน ก่อนจะจรดริมฝีปากหนาลงบนแก้มของฉัน >///< อ๊ายยยย ฉันเขินน้า

 

ผลัก!

“โอ๊ยย! ทำอะไรของเธอเนี่ย?!” ไมเคิ้ลร้องเสียงหล

 >///O ยะ...แย่แล้ว ฉันผลักไมเคิ้ลซะเต็มแรงจนคนที่ไม่ทันตั้งตัวล้มลงเอาก้นไปจูบกับพื้นอย่างแรงเลยอ่า

“ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ นายทำฉันเขินทำไมละ” T///T

ฉันขยับตัวลงไปนั่งข้างๆเขา แล้วเขย่าแขนเขาไปมาเหมือนเด็กขอของเล่น พลางทำหน้าเศร้ารู้สึกผิดที่ทำให้เขาเจ็บตัว

“ฉันจะโกรธเธอได้ยังไง แซฟไฟร์? ไปพักผ่อนเถอะ นี่ก็มืดมากแล้ว” ไมเคิ้ลพูดยิ้มๆ แล้วเอามือมาขยี้ตัวฉันจนมันยุ่งไปหมดแล้ว

“นายเนี่ยน้า...ชอบขยี้หัวฉันจังเลย ฉันกลับก่อนละ ต้องไปทำแผลให้ริวอีก พรุ่งนี้จะมาหาใหม่นะ ไมค์” ฉันบอกลาพร้อมโบกไม้โบกมือพร้อมยิ้มหวานให้กับไมเคิ้ล พี่ชายที่แสนดี ไม่ว่าตอนนั้นหรือตอนนี้ >.,<

 

ฉันกำลังเดินกลับไปยังที่พัก พลางคิดเรื่องของไมเคิ้ลแล้วก็ยิ้มออกมา มีอีกกี่เรื่องไม่รู้ที่ฉันหลงลืมไป แต่ว่าตอนนี้ฉันได้พี่ชายที่แสนดีกลับมาคนนึงแล้วละ ความผูกพันในวัยเด็กตอนนี้กลับมาตราตรึงอยู่ในใจฉันอีกครั้ง ความทรงจำช่วงเวลานั้นก็ค่อยๆกลับมา แม้ตอนนี้จะยังไม่หมด แต่ฉันก็รู้ว่า ฉันรักไมค์ มากขนาดไหนในตอนนั้น อิอิ ^^

“แซฟฟี้!” เสียงเรียกทำให้ฉันหยุดความคิดไวแค่นั้น มีเพียงคนเดียวที่เรียกชื่อฉันแบบนี้ และฉันก็ไม่แน่ใจว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

“ฟะ...ฟรีส! นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน?!”

“มาทำงานน่ะ แต่ตอนนี้รีบไปก่อนเร็วเข้า” เขาพูดพร้อมกับฉุดให้ฉันวิ่งไปพร้อมกับเขาโดยที่ฉันไม่รู้สึกนิดว่าเกิดอะไรขึ้น เขาฉุดฉันกลับไปทางเก่า และตรงเข้าไปในร้าน In Love อีกรอบ นี่ฉันจะได้กลับไปพักผ่อนไหมเนี่ย? T^T

“บอกฉันได้หรือยังว่า นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?” ฉันถามขึ้นทันทีที่แน่ใจตรงนี้ปลอดภัยจากอะไรก็ตามที่ฟรีสวิ่งหนีมา

“เฮ้อ...จะให้ฉันพูดยังไงดีละแซฟฟี้...คือหัวหน้าเขาให้ฉันมาคอยคุ้มกัน นาคามูละ อีกชั้นนึงน่ะ” เขาตอบอย่างกระอักกระอวน โดยรู้ดีว่าการทำแบบนี้ของหัวหน้าเหมือนเป็นการดูถูกฝีมือกันชัดๆ

“เขาไม่ไว้ใจฉันหรอ?” ฉันถามอย่างแผวเบา

“ไม่ใช่หรอกแซฟฟี้ เพียงแต่ว่าตอนนี้ใครๆก็มุ่งเป้าหมายไปที่นายนั้น แล้วมันก็มีจำนวนมากกว่าที่เราคิดไว้ตอนแรกมาก หัวหน้ากลัวเธอจะรับมือคนเดียวไม่ไหว เลยส่งฉันมาคอยดูห่างๆ ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ให้รีบเข้าไปช่วยทันที” เขาอธิบายแล้วเอามือลูบหัวฉันน้อยๆอย่างให้กำลังใจ

“ฮึ...หาตั้งนานมาหลบอยู่นี่เอง” เสียงของบุคคลที่ไม่ได้รับการต้อนรับดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของฉันและฟรีส และเมื่อฉันหันไปหาบุคคลนั้นก็ต้องตกใจจนพูดไม่ออก ก็จะอะไรซะอีกละ ก็บุคคลที่ไม่ได้รับเชิญดั้นหน้าเหมือนกับฟรีสอย่างกับแกะ!

ยังไม่ทันที่ฉันจะหายตกใจปลายกระบอกปืนก็จ่อมาที่ฟรีสซะแล้ว ฟรีสเองก็หันไปแล้วขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนจะผ่อนลมหายใจเสียงดัง แล้วหันไปพูดกับบุคคลตรงหน้า

“เฮ้อ...เฟรม พอสักทีเถอะ เลิกทำแบบนี้สักที”

“ฮึ! พี่ก็พูดได้สิ...พี่มันเพียบพร้อม อะไรๆที่สมควรจะเป็นของฉันก็เป็นคนพี่ไปหมด” เฟรมกดเสียงต่ำอย่างหน้ากลัว

“ฉันไปเอาอะไรของแกมา ฮะ?” ฟรีสถามพลางทำคิ้วขมวดอย่างขบคิด

โอ้ยยย ที่ฉันมาอยู่กลางการทะเลาะวิวาทของพี่น้องฝาแฝดหรอเนี่ย T^T

“ใครๆก็สนใจพี่ ใครๆก็รักพี่ พี่ได้รับความรักจากทุกคน มีเพื่อนๆเยอะแยะไปหมด แต่ฉันกลับไม่ได้อะไรเลย พ่อแม่ก็รักพี่มากกว่าฉัน” เฟรมระบายความอัดอั้นภายในใจอย่างอดกลั้น

“แกคิดเองเออเองทั้งๆ ใครๆเขาก็รักแกหมดแหละ” ฟรีสส่ายหัวไปมาอย่างระอา

“รักฉันหรอ? ฉันเป็นแค่เงาของพี่มากกว่า พี่ช่วงชิงความรักพวกนั้นเอาไว้เป็นของพี่เองหมดตั้งนานแล้ว แม้แต่ผู้หญิงที่ฉันรักมาตั้งแต่เข้ามหาลัยพี่ก็แย่งเธอไป!” เฟรมพูดเสียงเกรียวกราด

“เรื่องนั้น...ฉันขอโทษ...ฉันไม่รู้...ฉันไม่ตั้งใจ...” ฟรีสพูดเสียงขาดช่วง น้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดจนฉันตรงปรีเข้าไปหา แล้วบีบหัวไหล่เป็นการให้กำลังใจ

“ถ้าไม่มีพี่สักคน ฉันคงไม่ต้องเป็นเงาของใครอีก ผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นของฉัน” เฟรมประกาศก้อง แล้วจ่อปืนไปยังกะโหลกของพี่ชายตัวเอง

“เฟรม...อย่าทำแบบนี้เลยนะ...มันไม่ช่วงทำให้อะไรดีขึ้นหรอก...อย่าทำให้มันแย่ไปกว่านี้เลย...” ฉันพูดเสียงอ่อน ต้องการจะโน้มนาวให้เขาเลิกความคิดจะฆ่าพี่ชายเขาเสีย

“แซฟไฟร์...” เฟรมครางชื่อฉันเบาๆ แววตาที่มองมามันช่างเหงาหงอย เศร้าสร้อย จนฉันสงสารจับใจ

“นายบอกไม่มีใครรักนายใช่ไหม..?” ฉันถามเสียงเบาเยี่ยงปุยนุ่น ราวกับว่ากลัวเขาจะตกใจ เฟรมพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะหันหลบหน้าฉัน

“งั้นฉันจะรักนายเอง” ทั้งเฟรมและฟรีสหันมามองที่ฉันอย่างตกใจ

“ธะ...เธอ...เธอว่าไงนะ?” เฟรมพูดเสียงกระตุกกระตัก ใบหน้านวลใสของเขาเริ่มขึ้นสีอ่อนๆราวแก้มเด็กน้อย

“ฉันจะรักนายเอง มาเป็น...”

ปัง!

“...น้องชายฉันนะ...” เสียงฉันแผ่วลงจนเกือบไม่มีเสียงออกมาเมื่อเสียงลั่นปืนดังขึ้นพร้อมกับเลือดสีแดงสดที่กระเซ็นเข้าเต็มใบหน้าของฉัน

Comment

Comment:

Tweet